Thai sculptures

ประติมากรรมในประเทศไทยส่วนใหญ่สร้างขึ้นด้วยความศรัทธาในพระพุทธศาสนาไม่ว่าจะเป็นงานปั้น งานหล่อ หรืองานแกะสลักก็ตาม โดยงานแต่ละประเภทมีลักษณะสำคัญดังนี้

๑) งานปั้นหรือ casting เป็นงานสามมิติ มีลักษณะลอยตัว สร้างจากวัสดุที่มีลักษณะเหนียวจนแห้งและแข็งในที่สุด เช่น ดินเหนียว ดินน้ำมัน ปูน ขี้ผึ้ง หรือขี้เลื่อยผสมกาวเป็นต้น

๒) งานหล่อหรือ molding เริ่มสร้างแบบหล่อหรือ mold ก่อน สามารถทำซ้ำได้ ส่วนใหญ่วัสดุที่มีลักษณะเหลวและแข็งตัวในเวลาต่อมา เช่น โลหะสำริด ปูน ขี้ผึ้ง ปลาสติก

๓) งานแกะสลักหรือ carving จะแกะจากหิน เทียน ไม้ กระจก หรือปูนปลาสเตอร์

๔) การประกอบขึ้นรูปหรือ construction

 

ศิลปะยุคทวารวดี

อาณาจักรทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๖) เป็นของชนชาติมอญ ละว้า มีศูนย์กลางอยู่บริเวณจังหวัดนครปฐม จังหวัดราชบุรี อำเภออู่ทอง และกินพื้นที่ไปจนถึงภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงหนือ แถบ จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดปราจีนบุรี และขึ้นไปถึงทางเหนือ จังหวัดลำพูน มีศิลปะเป็นของตนเอง ถึงแม้ว่าจะได้รับอิทธิพลจากต่างชาติอย่างมากก็ตาม

พระพุทธรูปยืนปางประธานอภัย

2014-11-07 13.49.16

ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี

ศิลป์ พีระศรี หรือ Corrado Ferocci เกิดเมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๕ ที่เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี่ เข้าศึกษาทางด้านศิลปะในโรงเรียนราชวิทยาลัยศิลปะ แห่งนครฟลอเรนซ์ จบหลักสูตรวิชาช่าง ๗ ปีในขณะที่มีอายุ ๒๓ ปีและได้รับประกาศนียบัตรช่างปั้นช่างเขียน ซึ่งต่อมาได้สอบคัดเลือกรับปริญญาบัตรเป็นศาสตราจารย์มีความรอบรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ศิลป์วิจารณ์ศิลป์และปรัชญาโดยเฉพาะมีความสามารถทางด้านศิลปะแขนงประติมากรรมและจิตรกรรม ปีพ.ศ. ๒๔๖๖ ท่านได้ชนะการประกวดการออกแบบเหรียญเงินตราสยามที่จัดขึ้นในยุโรป ด้วยเหตุนี้จึงเดินสู่แผ่นดินสยามเพื่อเข้ามารับราชการเป็นช่างปั้นประจำกรมศิลปากร ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๑๔ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๖ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอาจารย์สอนวิชาช่างปั้นหล่อ แผนกศิลปากร สถานแห่งราชบัณฑิตสภา ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๔๘๕ ประเทศอิตาลียอมพ่ายแพ้แก่ฝ่ายสัมพันธมิตร ชาวอิตาเลียน ในประเทศไทยตกเป็นเชลยของ ประเทศเยอรมนี กับ ญี่ปุ่น แต่รัฐบาลไทยขอควบคุมตัวท่านศาสตราจารย์ คอร์ราโด เฟโรจี ไว้เอง และ หลวงวิจิตรวาทการ ได้ดำเนินการทำเรื่องราวขอโอนสัญชาติจากอิตาเลียนมาเป็นสัญชาติไทย โดยเปลี่ยนชื่อของท่านให้มาเป็น “นายศิลป์ พีระศรี” เพื่อคุ้มครองท่านไว้ ไม่ต้องไปถูกเกณฑ์เป็นเชลยศึก

ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ได้เริ่มวางหลักสูตรวิชาจิตรกรรมและประติมากรรมขึ้นในระยะเริ่มแรกชื่อ โรงเรียนประณีตศิลปกรรม ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนศิลปากรแผนกช่าง และในปีพ.ศ. ๒๔๘๕ กรมศิลปากรได้แยกจากกระทรวงศึกษาธิการไปขึ้นอยู่กับสำนักนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลในขณะนั้นโดย ฯพณฯจอมพลป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีตระหนักถึงความสำคัญของศิลปะว่าเป็นวัฒนธรรมที่สำคัญยิ่งสาขาหนึ่งของชาติ จึงได้มีคำสั่งให้ อธิบดีกรมศิลปากร ในขณะนั้นคือ พระยาอนุมานราชธน ดำเนินการปรับปรุงหลักสูตร และ ตรา พระราชบัญญัติ ยกฐานะโรงเรียนศิลปากรขึ้นเป็น มหาวิทยาลัยศิลปากร มีคณะจิตรกรรมประติมากรรม เป็นคณะวิชาเดียวของมหาวิทยาลัยศิลปากรเปิดสอนเพียง ๒ สาขาวิชาคือ สาขา จิตรกรรม และสาขา ประติมากรรม โดยมี ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรีเป็นผู้อำนวยการสอนและดำรงตำแหน่งคณบดี คนแรก

ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลไทยให้ออกแบบปั้นและควบคุมการหล่อพระราชนุสาวรีย์ และอนุสาวรีย์สำคัญของประเทศไทย โดยการปั้นต้นแบบสำหรับพระปฐมบรมราชานุสรณ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๒ – ๒๔๗๗ อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี พ.ศ. ๒๔๘๔ พระราชานุสาวรีย์ของสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สวนลุมพินี และการออกแบบพระพุทธรูปปางลีลา ประธานพุทธมณฑล

ผลงานที่สำคัญของอ.ศิลป์

๑) พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช จังหวัดสุพรรณบุรี สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๗ [images]

๒) พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่วงเวียนใหญ่ สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๓ [images]

๓) พระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ ๑ [images]

๔) พระพุทธรูปพระประธานพุทธมณฑล ๒๕ พุทธศตวรรษ (ปางลีลา) ที่จังหวัดนครปฐม พ.ศ. ๒๔๙๘ [images]

๕) อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๗ [images]

๖) พระราชานุสาวรีย์ของสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สวนลุมพินี สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๔ [images]

๗) พระบรมราชานุสาวรีย์ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีขนาด ๓ เท่าคนจริง ประดิษฐานที่เชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ท่านเป็นช่างปั้น และเดินทางไปควบคุมการหล่อที่ประเทศอิตาลี สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๒ [images]

๘) รูปปั้นหล่อประกอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕ [images]

๙) รูปปั้นประดับอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน [images]

[http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=haiku&month=15-09-2009&group=2&gblog=25]

[http://th.wikipedia.org/wiki/ศิลป์_พีระศรี]

กรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ (สำริด พ.ศ. ๒๔๖๖) โดย ศิลป์ พีระศรี

พระเจ้าตาก (สำริด พ.ศ. ๒๔๙๗) โดย ศิลป์ พีระศรี

 

งานพระเจ้าตาก (สำริด/bronze) พ.ศ. ๒๔๙๗

ท่านค้นคว้ามาจากบรรดาคำบอกเล่าของชาวต่างชาติที่มาเมืองไทยในสมัยของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชแล้วมีหนังสือบรรยายลักษณะของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชกลับไปยังประเทศของตน ได้ข้อสรุปประมาณว่า ‘รูปร่างสันทัด(เป็นชายร่างเล็ก) พระพักตร์คมเข้ม พระขนง(คิ้ว) ที่ทรงขมวดเหมือนทรงครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลาและท้ายที่สุดคือมีพระเนตรที่ดุดันทรงพลังดูน่ากลัวมากฯลฯ’ แต่เมื่อถึงงานปั้นที่จะต้องปั้นพระพักตร์ต้นแบบ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ไม่สามารถหาคนที่มีลักษณะโดยรวมที่ละม้ายคล้ายคลึงกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ตามที่ตนค้นคว้าไว้ได้ แต่แล้วจึงนึกถึงลูกศิตย์๒คนคือนายทวี นันทขว้างและนายจำรัส เกียรติก้องว่าหากนำทั้ง๒คนมารวมกันแล้วคัดเฉพาะที่เหมือนสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมาจาก๒คนนี้จึงจะได้ ท่านจึงขอร้องให้ลูกศิษย์ ๒ คนดังกล่าวมาเป็นต้นแบบโดยได้บอกลูกศิษย์ว่า’หน้าคุณ ๒ คนรวมกันจึงเหมือนสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช”

[http://kingthonburi.myreadyweb.com/article/category-8764.html]

รูปปั้นกรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ (สำริด/bronze) โดย ศิลป์ พีระศรี พ.ศ. ๒๔๖๖

กรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ (สำริด พ.ศ. ๒๔๖๖) โดยศิลป์ พีระศรี

กรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ (สำริด พ.ศ. ๒๔๖๖) โดยศิลป์ พีระศรี

ก่อนที่อ.ศิลป์จะปั้นพระรูปร.๖ พระองค์นริศได้ให้อ.ศิลป์ทดลองปั้นรูปพระองค์เองก่อน เมื่อดูผลงานนี้ก็สามารถสัมผัสได้ถึงความสง่างามในบุคคลิกของพระองค์

ภาพปั้นใบหน้าของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มีความหน้าเกรงขาม ไปดูงานที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์” นั้น แต่เดิมนั้นห้องนี้เคยเป็นสถานที่ทำงานของอาจารย์ศิลป์มาก่อน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ และหอประติมากรรมต้นแบบ ตั้งอยู่ที่ กรมศิลปากร ถนนหน้าพระธาตุ กรุงเทพฯ 10200 เปิดให้เข้าชมในวันจันทร์-วันศุกร์ (ปิดวันเสาร์-อาทิตย์ และวันนักขัตฤกษ์) ในเวลา 09.00-16.00 น. โดยไม่เสียค่าเข้าชม สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร.0-2223-6162

[http://www.oknation.net/blog/print.php?id=114247]

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นพระโอรสลำดับที่ 62 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระมารดาคือ พระสัมพันธวงศ์เธอพระองค์เจ้าหญิงพรรณราย ประสูติเมื่อวันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2406 และทรงเป็นต้นราชสกุล “จิตรพงศ์”

ทรงงานออกแบบไว้เป็นจำนวนมาก ทั้งงานภาพเขียนในวรรณคดี ภาพประดับผนัง พระราชลัญจกรและตราสัญลักษณ์ต่าง ๆ ตาลปัตร ตลอดจนสถาปัตยกรรม ซึ่งเป็นที่รู้จักแพร่หลาย เช่น

๑) พระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม [images]

๒) พระอุโบสถวัดราชาธิวาส [images]

๓) พระอุโบสถวัดพระปฐมเจดีย์ [images]

ด้วยพระปรีชาสามารถทางด้านงานช่างนี้เอง ทำให้ทรงได้รับพระสมัญญานามว่า นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม ….

source: https://www.gotoknow.org/posts/169809

 

เขียน ยิ้มศิริ

เขียน ยิ้มศิริ

เกิดเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๔๖๕ ที่ กรุงเทพมหานคร

เรียนที่ โรงเรียนประณีตศิลปกรรม กรมศิลปากร (๒๔๘๔)

และปี ๒๔๙๓ ได้รับทุนกระทรวงศึกษาธิการ ไปศึกษาวิชาประติมากรรมที่ Chelsca School of Art ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ภายใต้การดูแลและแนะนำของ Henry Moore เป็นเวลา ๑ ปี ต่อมาปี ๒๔๙๖ ได้รับทุนจากรัฐบาลอิตาลีไปศึกษาประติมากรรมและประวัติศาสตร์ศิลป์ ณ สถาบันศิลปะแห่งกรุงโรม

กลับมาทำงานที่ คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ สืบต่อจากอาจารย์ศิลป์ พีระศรี และดำรงตำแหน่งคณบดีในปี ๒๕๐๗

อ.เขียน ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๑๔ รวมอายุได้ ๔๙ ปี

[http://info.gotomanager.com/news/details.aspx?id=46965]

รางวัล/เกียรติยศ :
2492-2493 – รางวัลเกียรตินิยม อันดับ 1 เหรียญทอง ประเภทประติมากรรม การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 1, 2
2494-2496 – รางวัลเกียรตินิยม อันดับ 2 เหรียญเงิน ประเภทประติมากรรม การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 3, 4
2496 – ได้รับเกียรติยกย่องเป็นศิลปินชั้นเยี่ยม (ประติมากรรม)
2496 – ชนะการประกวดผลงานประติมากรรมในระดับนานาชาติ ณ TATE Gallery ลอนดอน อังกฤษ

ดินแดนแห่งความยิ้มแย้ม (สำริด พ.ศ. ๒๔๙๓) โดยเขียน ยิ้มศิริ

ดินแดนแห่งความยิ้มแย้ม (สำริด พ.ศ. ๒๔๙๓) โดยเขียน ยิ้มศิริ

ช่วง มูลพินิจ
เกิดเมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ ที่อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม
การศึกษา
ผลงาน

อาจารย์นนทิวรรธน์ จันทนะผะลิน

เกิดเมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๘๙ ที่ บางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร

เรียนที่คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ ม.ศิลปากร ช่วงปี ๒๕๐๘ ถึงปี ๒๕๑๗ และไปอบรมเทคนิคการแกะสลักหินอ่อน เมืองคารารา ประเทศอิตาลีในปี ๒๕๒๒

เริ่มทำงานที่ม.ศิลปากรในปี ๒๕๑๔ จนดำรงตำแหน่งเป็นคณบดีคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากรในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๓๘ – ๒๕๔๒

[http://www.fineart.msu.ac.th/visualart/specialist/nontiwat.html]

[http://www.thaiartproject.org/nontiva3.htm]

ขณิกะสมาธิ อุปปจาระสมาธิ อัปปนาสมาธิ

ขณิกะสมาธิ อุปปจาระสมาธิ อัปปนาสมาธิ (ปูนพลาสเตอร์ พ.ศ. ๒๕๔๖)

อ.นนทิวรรธน์ จันทนะผะลินพูดไว้ว่า “เราสร้างงานประติมากรรม เพื่อให้งานประติมากรรมสร้างเรา” และ “ชีวิตที่ถูกโหมกระหน่ำด้วยระลอกคลื่นแห่งอารมณ์และความรู้สึกนึกคิดวันแล้ววันเล่า เมื่อเป็นผู้มีดวงตาเห็นธรรมย่อมปรารถนาแสวงหามรรคาแห่งความหลุดพ้น มรรคแห่งความรู้ทางอารมณ์และความคิด และดำเนินไปตามเส้นทางนี้จะนำไปสู่ “ความว่าง” ซึ่งเป็นฐานสำคัญที่จะนำไปพบกับแสงสว่างแห่งปัญญาที่จะนำไปสู่ความเป็น “พุทธ” คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานในที่สุด”

พระพุทธสิหิงค์

พระพุทธสิหิงค์ (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร)

พระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิราบบนฐานปัทม์ พระหัตถ์แสดงปางสมาธิ มีพระรัศมีคล้ายเปลวเพลิง สร้างขึ้นตามตำนานที่ปรากฏในนิทานพระพุทธสิหิงค์ แต่งเป็นภาษาบาลีโดยพระโพธิรังสี พระภิกษุชาวเชียงใหม่ในระหว่าง พ.ศ. ๑๙๔๕ – ๑๙๘๕ กล่าวว่าพระพุทธสิหิงค์สร้างโดยพระมหากษัตริย์กรุงลังกา เมื่อสร้างขึ้นแล้วเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์เหาะเหินเดินอากาศได้ พระร่วงเจ้ากรุงสุโขทัยโปรดให้พญาสิริธรรมนคร ผู้ปกครองเมืองสิริธรรมนครหรือนครศรีธรรมราชแต่งทูตอัญเชิญพระราชสาส์นทูลขอพระพุทธสิหิงค์มาจากพระเจ้ากรุงลังกา จึงได้พระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานสักการบูชาสืบเนื่องมาจนกระทั่งกรุงสุโขทัยได้เสื่อมอำนาจลง พระพุทธสิหิงค์ได้ถูกอัญเชิญเคลื่อนย้ายไปตามหัวเมืองสำคัญต่างๆ หลายแห่ง ได้แก่ พิษณุโลก กรุงศรีอยุธยา กำแพงเพชร เชียงราย และเชียงใหม่ ถึงสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในปีพุทธศักราช ๒๒๐๕ ทรงอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานไว้ในวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ พระพุทธสิหิงค์ประดิษฐานอยู่ในกรุงศรีอยุธยาเป็นเวลา ๑๐๕ ปีจนถึงพุทธศักราช ๒๓๑๐ กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า สันนิษฐานว่า พระพุทธสิหิงค์ถูกอัญเชิญกลับไปเชียงใหม่ ต่อมาเมื่อมีการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นแล้ว สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท (วังหน้ารัชกาลที่ ๑) ทรงยกทัพไปเชียงใหม่ จึงอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐาน ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ในพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) เมื่อพุทธศักราช ๒๓๓๘ พระพุทธสิหิงค์จึงเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือของชาวกรุงเทพฯ มาแต่ครั้งต้นกรุงรัตนโกสินทร์ 

ที่มา:  พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

พระพุทธรูปทรงเครื่อง ปางมารวิชัย

พระพุทธรูปทรงเครื่อง ปางมารวิชัย (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร)

พระพุทธรูปปางมารวิชัยทรงเครื่องอย่างพระมหาจักรพรรดิ จากรูปแบบเครื่องประดับพระเศียรของพระพุทธรูปองค์นี้ คงได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะลังกา โดยเปรียบเทียบได้กับเครื่องประดับศีรษะของรูปเทวดาปูนปั้นในศิลปะสุโขทัย พระพุทธรูปทรงเครื่องอย่างพระมหาจักรพรรดิสร้างขึ้นตามความใน“ชมพูปติสูตร” ซึ่งเป็นเรื่องราวพุทธประวัติตอนที่พระพุทธเจ้าทรงปราบพระยาชมพูปติ ซึ่งภาษาไทยเรียก ชมพูบดี กล่าวถึงในช่วงที่พระพุทธเจ้าได้เสด็จประทับสำราญพระอิริยาบถ ณ พระเวฬุวันวิหาร ครั้งนั้นพระเจ้าพิมพิสาร กษัตริย์เมืองราชคฤห์ แห่งแคว้นมคธ พระยาชมพูบดีกษัตริย์ผู้ทรงอานุภาพเป็นที่ยำเกรงของบรรดากษัตริย์ทั้งหลายคุกคามข่มขวัญพระเจ้าพิมพิสาร พระองค์จึงเสด็จฯไปเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อขอให้เป็นที่พึ่ง พระพุทธองค์ทรงเล็งเห็นด้วยพระญาณว่าจะโปรดพระยาชมพูบดีได้ จึงทรงบันดาลพระเวฬุวันวิหารประดุจเมืองสวรรค์ พร้อมทั้งเนรมิตพระองค์เองทรงเครื่องพระจักรพรรดิราช แสดงบุญญานุภาพเหนือพระยามหากษัตริย์ทั้งปวง เพื่อคลายทิฐิมานะของพระยาชมพูบดี จากนั้นจึงทรงแสดงธรรมโปรดพระยาชมพูบดีจนกระทั่งสิ้นทิฐิมานะและขอบวชเป็นพระสาวกในพระพุทธศาสนา
พระพุทธรูปทรงเครื่องยังอาจหมายถึงพระโพธิสัตว์ศรีอาริยเมตไตรย พระอนาคตพุทธเจ้า คือพระพุทธเจ้าพระองค์ที่ ๕ ในภัททกัลป์ ที่จะมาบังเกิดเมื่อสิ้นสุดยุคของพระพุทธเจ้าโคตม

ที่มา:  พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

พระพุทธรูปถือตาลปัตร

พระพุทธรูปถือตาลปัตร (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร)

พระพุทธรูปสำริดลงรักปิดทองทรงเครื่องอย่างกษัตริย์ พระหัตถ์ซ้ายทรงกำด้ามตาลปัตรโลหะขนาดเล็กที่พระเพลา พระหัตถ์ขวาทรงงอนิ้วพระหัตถ์จับขอบพัดด้านบนระดับพระอุระ ตาลปัตร มาจากภาษาบาลีว่า “ตาลปตฺต” ตรงกับคำในภาษาสันสกฤตว่า “ตาลปตฺตร” หมายถึง “พัดที่ทำจากใบตาล” ในภาษาไทย เขียน “ตาลปัตร” อ่านว่า ตา-ละ-ปัด คติการถือตาลปัตรของพระภิกษุ (พระสงฆ์)เพื่อแสดงธรรมนั้นสันนิษฐานกันว่ารับมาจากลัทธิลังกาวงศ์ของลังกาซึ่งแผ่เข้ามาสู่ประเทศไทยครั้งแรกประมาณปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐ เมื่อการนับถือพุทธศาสนาลังกาวงศ์แพร่หลายจึงพบพระพุทธรูปที่ทรงตาลปัตรเป็นพัดด้ามสั้น ทรงกำด้ามตาลปัตรที่พระเพลาด้วยพระหัตถ์ข้างหนึ่ง และพระหัตถ์อีกข้างหนึ่งทรงจับขอบพัดที่ด้านบน ลักษณะเช่นนี้ปรากฏทั้งในศิลปะสุโขทัยและศิลปะอยุธยาตอนต้น
พระพุทธรูปทรงตาลปัตรในศิลปะอยุธยาหลายองค์มีการประดับรูปจักรหรือธรรมจักรที่ฐาน ซึ่งตามปกติแล้วพระพุทธรูปทรงตาลปัตรย่อมหมายถึงพระพุทธรูปในอิริยาบถทรงแสดงพระธรรมเทศนา แต่การที่พระพุทธรูปบางองค์ประดับธรรมจักรที่ฐาน อาจเป็นไปได้ว่าผู้สร้างต้องการย้ำว่าขณะแสดงพระธรรมเทศนานั้นเป็นประหนึ่งพระบรมศาสดาทรงหมุนวงล้อแห่งธรรมเพื่อเผยแผ่พระศาสนาออกไปในสากลโลก

ที่มา:  พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

พระชัยเมืองนครราชสีมา

พระชัยเมืองนครราชสีมา (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร)

พระพุทธรูปแสดงปางมารวิชัย ประทับนั่งขัดสมาธิราบ ลักษณะพระพักตร์ทำตามพระพุทธรูปแบบอู่ทองรุ่นที่ ๒ หรือศิลปะอยุธยาตอนต้น พระวรกายโดยรอบมีจารึกอักษรขอม ภาษาบาลี อาทิ คาถากาสลัก (จะ ภะ กะ สะ) ซึ่งตามคัมภีร์วชิรสารัตถสังคหะ ที่แต่งโดยท่านรัตนปัญญาเถระ ให้ความหมายไว้ว่า กำเนิดจากพุทธธรรมมงคลสูงสุด ๓๘ ประการ จากรูปแบบตัวอักษรกำหนดอายุได้ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๒ – ๒๓
“พระชัย” หรือ “พระไชย” เป็นพระพุทธรูปสำคัญมาแต่โบราณ ปรากฏในพระราชพงศาวดารตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช นามพระชัยมีความหมายว่า “ชัยชนะ” เนื่องด้วยแต่เดิมมีความมุ่งหมายเพื่ออัญเชิญไปในกองทัพยามออกศึกสงครามเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะ และการที่สร้างเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยก็มีความหมายว่าปราบมารได้ชัยชนะ นอกจากนี้ยังมีการอัญเชิญในพระราชพิธีต่าง ๆ เรียกว่า พระชัยพิธี สำหรับขจัดอุปสรรค อำนวยให้พิธีการสำเร็จผล

ที่มา:  พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

พระพุทธรูปปางลองหนาว

พระพุทธรูปปางลองหนาว (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร)

พระพุทธรูปปางลองหนาว พระพุทธรูปสำริดประทับนั่งทรงจีวรคลุมพระวรกายทดลองหนาว เพื่อจะได้ทรงทราบประมาณและประทานพระบรมพุทธานุญาตจีวรบริขารสำหรับภิกษุสงฆ์แต่พอดี
เหตุการณ์พระบรมศาสดาทรงจีวรคลุมพระวรกายเพื่อทดลองความหนาวนี้ในพระวินัยปิฎก มหาวรรค จีวรขันธกะ ได้ระบุว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จพระดำเนินจากนครราชคฤห์ไปนครเวสาลี ระหว่างทางได้ทอดพระเนตรเห็นภิกษุหลายรูปหอบผ้าพะรุงพะรัง จึงทรงพระดำริว่าจะตั้งกฎในเรื่องผ้าแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยทรงทดลองห่มจีวรคลุมพระวรกายตลอดราตรีในฤดูหนาว ทรงจีวร ๔ ผืนพอทนหนาวได้จนรุ่งสาง พระพุทธองค์ทรงพระดำริว่า “กุลบุตรในธรรมวินัยนี้ ที่เป็นคนขี้หนาว กลัวต่อความหนาว ก็อาจดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยผ้าสามผืน ไฉนหนอ เราจะพึงกั้นเขต ตั้งกฎในเรื่องผ้าแก่ภิกษุทั้งหลาย เราจะพึงอนุญาตไตรจีวร.” ซึ่งไตรจีวร ที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตแก่ภิกษุสงฆ์นั้น ได้แก่ ผ้าสังฆาฏิ ๒ ชั้น ผ้าอุตราสงค์ชั้นเดียว ผ้าอันตรวาสกชั้นเดียว พระพุทธรูปปางลองหนาว เป็นพุทธปฏิมาที่หาได้ยาก พระพุทธรูปปางนี้ที่สำคัญคือ พระพุทธรูปประจำพระชนมพรรษา ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ปรากฏตามจารึกที่ฐานชั้นล่างว่า “พระพุทธปฏิมา มีอาการนั่งทรงผ้าคลุมพระสรีราพยพลองหนาว…” ทั้งนี้รัชกาลที่ ๖ เสด็จพระราชสมภพเดือนมกราคมซึ่งอยู่ในฤดูหนาว

ที่มา:  พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

พระพุทธรูปปางฉันสมอ

พระพุทธรูปปางฉันสมอ (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร)

พระฉันสมอ พระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิเพชร พระหัตถ์ขวาวางคว่ำบนพระชานุ พระหัตถ์ซ้ายวางหงายบนพระเพลา สันนิษฐานว่าแต่เดิมเคยมีผลสมอวางอยู่ในพระหัตถ์ซ้าย พระพุทธรูปองค์นี้ครองจีวรแบบพุทธศิลป์จีน จีวรลายดอกลงยาสี และเปลวรัศมีก็ลงยาสีเช่นกัน ประดิษฐานบนปัทมาสน์(ฐานบัว) มีผ้าทิพย์ลงยาสีห้อยตรงกลาง ฐานพระกับองค์พระแยกออกจากกัน รูปแบบของพระฉันสมอองค์นี้คล้ายคลึงกับพระฉันสมอที่วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร กรุงเทพมหานคร พระพุทธรูปสำคัญที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานเจ้าพระยาพลเทพ (ฉิม) (บิดาของเจ้าจอมน้อย (สุหรานากง) ไปประดิษฐาน ณ วัดอัปสรสวรรค์
ตามความในพระพุทธประวัติ เหตุการณ์สัปดาห์ที่ ๗ ภายหลังจากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ พระพุทธองค์เสด็จมาประทับเสวยวิมุติสุขใต้ร่มไม้เกต (ราชายตนพฤกษ์) ตลอด ๗ วัน ท้าวสักกเทวราช (พระอินทร์) ทรงทราบว่า ภายหลังจากที่สมเด็จพระบรมศาสดาตรัสรู้มา ๗ สัปดาห์ รวม ๔๙ วัน ยังมิได้เสวยภัตตาหารเลย รุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันขึ้น ๖ ค่ำ เดือนอาสาฬหะ (เดือน ๘) จะทรงมีพุทธกิจรับข้าวสัตตุผง สัตตุก้อน พระกระยาหารจากสองพ่อค้า ตปุสสะ และ ภัลลิกะ พระอินทร์จึงน้อมถวายผลสมอเป็นพระโอสถ
“ผลสมอ” ภาษาบาลี/สันสกฤต เรียกว่า “หรีตกะ” ขณะที่ “ผลมะขามป้อม” ภาษาบาลี/สันสกฤต เรียกว่า “อามลกะ” ทั้ง ๒ คำนี้ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก นักวิชาการด้านภาษาบาลี/สันสกฤตอธิบายว่า “ผลสมอ” หรือ “หรีตกะ” คือ อามลกะที่มีผลเหลือง แต่ในภาษาไทย ผลสมอ กับ ผลมะขามป้อมมีรูปลักษณะและรสที่ต่างกัน แม้ว่าจะใช้เป็นโอสถได้เช่นเดียวกัน ในพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภา พระพุทธเจ้าแพทย์จะทรงถือผลมะขามป้อมเป็นสัญลักษณ์ ซึ่งแม้ว่าพระพุทธรูปปางฉันสมอองค์นี้จะมีพุทธลักษณะจะคล้ายกับพระพุทธเจ้าแพทย์แบบฝ่าย

ที่มา:  พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

พระพุทธรูปปางโปรดมหิสสรเทพบุตร

พระพุทธรูปปางโปรดมหิสสรเทพบุตร (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร)

พระพุทธรูปปางโปรดมหิสสรเทพบุตร แสดงประติมากรรมรูปพระพุทธเจ้าขนาดเล็กประสานอยู่ที่พระเพลา (ปางถวายเนตร) อยู่บนเศียรของมหิสสรเทวะ หรือ มหิสสรเทพบุตร (เทพผู้เป็นใหญ่หมายถึงพระมเหศวรหรือพระอิศวร) สองกร นั่งคุกเข่าในท่าพนมมือ บนฐานซึ่งหล่อเป็นรูปเขาพระสุเมรุ (ที่ประทับของพระอิศวร) มหิสสรเทพบุตรสวมมงกุฎ และเครื่องทรงตามแบบศิลปะอยุธยาตอนปลาย-รัตนโกสินทร์ตอนต้น และอิริยาบถของพระพุทธรูปปางถวายเนตรที่ประทับยืนบนพระเศียรมหิสสรเทวะนั้น ไม่ปรากฏการสร้างขึ้นมาก่อนรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ จึงอาจกำหนดอายุของประติมากรรมชิ้นนี้ได้ว่าน่าจะสร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๔
เรื่องราวของมหิสสรเทวะ หรือ มหิสสรเทพบุตรปรากฏในวรรณกรรมพระพุทธศาสนาสมัยกรุงศรีอยุธยาและรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายเถรวาทที่ปรากฏในประเทศไทย อาทิ โลกสัณฐานโชตรตนคัณฐี โลกบัญญัติ ไตรภูมิโลกวินิจฉยกถา ได้พรรณนาลักษณะของมหิสสรเทวะไว้คล้ายคลึงกับพระอิศวร ในศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู

ที่มา:  พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

พระพุทธรูปปางขอฝน

พระพุทธรูปปางขอฝน (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร)

พระพุทธรูปปางขอฝนนี้เป็นพระพุทธรูปยืนครองจีวรห่มเฉียงบนฐานบัวขาสิงห์ย่อมุม ด้านหน้าของฐานประดับหน้ากาล พระหัตถ์ขวายกขึ้นในท่ากวัก พระหัตถ์ซ้ายนั้นหงายขึ้นยกเสมอบั้นพระองค์ในอิริยาบถรองรับน้ำฝน เดิมทีพระพุทธรูปปางขอฝนปรากฏอยู่ในเอกสารสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายกล่าวถึงนาม “พระพุทธคันธาระ”ว่าเป็นหนึ่งในบรรดาพระพุทธรูปสำคัญประจำกรุงศรีอยุธยาใช้ในพระราชพิธีขอฝน ความรับรู้นี้คงสืบมาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ นี้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์จึงมีพระราชดำริในโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระพุทธรูปปางขอฝนขึ้นเพื่อใช้ประกอบพระราชพิธีพืชมงคลมาก่อน
พระพุทธรูปนี้สร้างขึ้นตามเหตุการณ์ในพุทธประวัติ เมื่อครั้งพระพุทธองค์ประทับ ณ เชตวัน กรุงสาวัตถี ในครานั้นเกิดทุพภิกขภัยฝนแล้งอย่างหนัก ส่งผลให้ประชาชนเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า แม้แต่สระโบกขรณีที่เป็นแหล่งพุทธบริโภคเองยังเหือดแห้งจนสัตว์น้ำต่างๆ เกยตื้นถูกนกกาจับกินไปเป็นอันมาก วันหนึ่งหลังจากพระพุทธองค์กลับจากบิณฑบาต หลังเสร็จภัตกิจแล้ว ทรงยืนที่ขอบสระแล้วเรียกหาผ้าชุบสรง (อุทกสาฏก) จากพระอานนท์ ทรงพาดผ้าบนพระอังสะซ้าย แล้วยกพระหัตถ์ขวากวักเรียกฝน ส่วนพระหัตถ์ซ้ายยกขึ้นเสมอบั้นพระองค์รอรับน้ำฝน ไม่นานสิ่งมหัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้น มีเมฆดำตั้งเค้ามาจนเกิดฝนตกห่าใหญ่ พระพุทธองค์จึงได้สรงน้ำตามพุทธประสงค์
ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๕๓ โปรดเกล้าฯ ให้นายอัลฟอนโซ ทอร์นาเรลลี (Alfonso Tornarelli) ศิลปินชาวอิตาลี ปั้นแบบสำหรับหล่อพระพุทธรูปปางคันธารราฐ (หรือคันธาระ) ที่มีลักษณะเหมือนจริงใกล้เคียงกับมนุษย์มากขึ้น อย่างไรก็ตาม พระพุทธรูปนั้นมีลักษณะใกล้เคียงกับชาวกรีกอย่างมากแตกต่างจากพระพุทธรูปองค์นี้ที่มีความเป็นไทยมากขึ้น ซึ่งพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะแบบนี้ นิยมสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวต่อเนื่องมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเรียกอีกอย่างว่า พระพุทธรูปปางขอฝน
พระพุทธรูปปางปางขอฝน นี้เป็นพระพุทธรูปประจำเดือนห้า อนึ่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเกิดคติความเชื่อว่า พระพุทธรูปปางขอฝนนี้เป็น พระพุทธรูปประจำวันอังคาร อีกด้วย

ที่มา:  พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

พระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์

พระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์ (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร)

พระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์นี้ แสดงพระพุทธองค์ประทับห้อยพระบาทบนโขดหิน ครองจีวรห่มเฉียงลายดอก เบื้องพระพักตร์ซ้ายขวามีช้างชูงวงถวายกระบอกน้ำและลิงถวายรวงผึ้ง พระหัตถ์ซ้ายและขวาวางบนพระเพลา ในขณะที่พระหัตถ์ขวาหงายขึ้นแสดงอาการทรงรับกระบอกน้ำจากช้าง แต่พระหัตถ์ซ้ายวางคว่ำลงแสดงการปฏิเสธรวงผึ้งจากวานร เหตุการณ์นี้เป็นตอนหนึ่งในพุทธประวัติที่กล่าวถึง ว่าหลังพระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ ๑๐ พรรษา ได้พำนักกับภิกษุที่โฆสิตาราม กรุงโกสัมพี แต่เหล่าสงฆ์เกิดความแตกแยกกัน แม้จะทรงห้ามปรามหลายครั้งก็ยังไม่สามารถลดความบาดหมางได้ จึงทรงวางอุเบกขาออกไปหาความสงบ ณ ป่ารักขิตวัน โดยมีช้างหัวหน้าโขลงชื่อ“ปาลิไลยกะ”(แปลว่า “ผู้เป็นที่รักหรือบุตรแห่งป่าปาลิไลย” เพราะถือกำเนิดในป่านี้) เป็นผู้อุปัฏฐากคอยดูแลปัดกวาดที่ประทับด้วยกิ่งไม้ใบไม้หาน้ำและผลไม้ป่าต่างๆ มาถวายพระพุทธองค์ทุกวัน ยามค่ำคืนก็ใช้งวงนั้นถือท่อนไม้คอยระแวดระวังภัยมิให้ผู้ใดมากล้ำกราย
วันหนึ่งมีพญาวานรผ่านมาและสังเกตเห็นว่า ช้างปาลิไลยกะได้ดูแลพระพุทธองค์อย่างดี จึงเกิดความเลื่อมใส พญาวานรจึงนำรวงผึ้งไปถวายพระพุทธองค์บ้าง ครั้งแรกทรงเฉยไม่รับรวงผึ้งนั้น พญาวานรพิจารณาดูจึงเห็นว่ายังมีตัวอ่อนของผึ้ง เมื่อได้ปัดตัวอ่อนนั้นไปเสีย พระพุทธองค์จึงรับรวงผึ้งนั้นไว้ ทำให้พญาวานรดีใจลิงโลดโหนไปตามยอดไม้จนพลัดตกลงมาถูกตอไม้แทงตาย แล้วไปเกิดเป็นเทพบุตรบนสวรรค์ด้วยผลบุญที่ได้กระทำไว้
สำหรับเหล่าภิกษุผู้ว่ายากนั้น เมื่อชาวเมืองโกสัมพีทราบว่า พระพุทธองค์ปลีกวิเวกไปอยู่ป่าเพราะความบาดหมางระหว่างภิกษุ จึงเลิกบำรุงภิกษุเหล่านั้น แต่เมื่อนั้นเขาจึงลดทิฐิคลายความขัดแย้งลง และเดินทางมากราบทูลอาราธนาให้เสด็จฯกลับ เมื่อนั้นพระศาสดาจึงกลับเข้าเมืองอีกครั้ง ช้างปาลิไลยกะเดินตามจนสุดเขตป่ารักขิตวันแล้วหัวใจสลายตายไปเกิดเป็นเทพบุตรชื่อ “ปาลิไลยกะ” ด้วยกุศลที่ได้สร้างนั้น
คำว่าปาลิไลยกะ ภาษาไทยเรียกและเขียนว่า ป่าเลไลย์ นำมาใช้เป็นชื่อเรียกปางหนึ่งของพระพุทธรูปคือ พระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์ ถือกันว่าเป็นพระพุทธรูปประจำวันของผู้ที่เกิดวันพุธในเวลากลางคืนตั้งแต่หกโมงเย็นของวันพุธจนถึงหกโมงเช้าชองวันพฤหัสบดีตามการกำหนดในโหราศาสตร์

ที่มา:  พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s


%d bloggers like this: